Emergency Call Language : TH | EN

เมื่อกายพร้อม...ใจพร้อม...สัมภาระพร้อม...เราก็ลุยกันเลย

เรานัดรวมพลกันที่ ปั้มน้ำมันปตท.สนามเป้า รถตู้ออกเดินทางจากกทม.ประมาณ สามทุ่ม ทริปนี้เราไปกันทั้งหมด 10 คน  

รถตู้ไปถึงอช.แม่วงก์ประมาณตีสอง คืนนี้เราได้นอนในห้องประชุมเอาแรงกัน ก่อนจะออกเดินสายๆในวันรุ่งขึ้น

วันแรก โมโกจู - 20 กิโลเมตร เรียกน้ำย่อย 

ลูกหาบมารอกันหน้าอช.แม่วงก์กันแต่เช้า หนึ่งในภารกิจแรกของลูกหาบ คือการชั่งสัมภาระทั้งหมดในทริปนี้

นี่เป็นเป้ของเจ้าหน้าที่นำทางสำหรับ 5 วัน 4 คืนจริงดิ???

ก่อนเดินทาง ทางอช.แม่วงก์จะให้คำแนะนำตลอดจนข้อควรปฏิบัติระหว่างอยู่ในอุทยานแม่วงก์ วลีฮิตประจำทริปนี้คือ "ไม่มีภูเขาลูกไหนสูงกว่าเข่าคน!!!" ลุย!!! อารมประมาณเรียกขวัญและกำลังใจก่อนเดิน พอจัดของเรียบร้อย พี่ดิเรกหัวหน้าทริปแจ้งให้ทราบว่า เนื่องจากวันนี้มีเดินป่ากัน 4 กลุ่ม ถ้าเราพักกันที่แม่กระสาหมดเกรงว่าจะแน่นเกินไป กลุ่มเราเลยเสียสละเดินรวบไปแม่เรวาเลย ทำเอาเด็กใหม่อย่างผม เดินป่าระยะไกลทริปแรก ทำหน้าไม่ถูกเลย T_T เราออกเดินกันประมาณเก้าครึ่ง กลุ่มผมแต่ละคนไม่ธรรมดาทั้งนั้น ดูได้จากการแต่งตัว เป้ รองเท้า จัดเต็มครับ...จัดเต็ม... ส่วนใครไม่มีไม้เท้า ไม่ต้องตกใจไป ก่อนเข้าอุทยานจะมีกลุ่มก่อนหน้าทิ้งไว้ให้ เป็นไม้ไผ่จำถนัดมือแถมเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมด้วย 

หลังจากผ่านเนินขี้แตกมาได้ เราก็มาถึงช่วงที่ต้องข้ามลำธารเล็ก ที่คนที่นี่เค้าเรียกว่าคลอง มีทั้งหมด 6 คลองด้วยกัน ด้วยความที่ไม่มีใครอยากใส่รองเท้าเปียกๆเดินป่าทั้งวัน พอถึงแต่ละคลองก็พยายามหาวิธีต่างๆนาๆเพื่อจะได้ไม่เปียก หนึ่งในวิธีที่ง่ายที่สุดคือ การถอดรองเท้าถุงเท้า สักพักมีกลุ่มที่สองตามมาติดๆ กลุ่มนี้ทำผมอึ่งไปเลย นวัตกรรมของเค้าไม่ธรรมดาจริง!!!

หลังจากผ่านครบหกคลอง ช่วงต่อจากนี้จะเป็นทุ่งหญ้าสูงๆ เดินไปสักพัก ก็จะเป็นช่วงที่เป็นป่าไผ่ที่ขึ้นแน่นเต็มไปหมด และแล้วก็ได้พักเต็มที่สักที กินข้าวเที่ยงเอาแรงกันก่อน

ถึงแม้ว่าระยะทางมันจะไกลแค่ไหน แต่ทุกคนก็ยังยิ้มได้

ในที่สุดเราก็มาถึงจุดกางเต๊นท์แม่กระสา เวลาบ่ายสามโมงกว่าๆ แต่ภารกิจวันนี้ไม่จบแค่นี้ เพราะเป้าหมายของเราวันนี้คือแม่เรวา T_T เส้นทางจากแม่กระสาไปแม่เรวาจะเป็นป่าไผ่ตลอดทาง ระหว่างทางเราต้องข้ามสะพานไม้ไผ่ ดูเหมือนจะง่าย แต่เนื่องจากไม้ไผ่มันขยับไปมาได้และราวจับช่วงแรกๆจะเตี้ยมากจับไม่ถนัดประกอบกับเราแบกเป้หนักเดินมาทั้งวัน ทุกคนเลยดูจริงจังมากกับการข้ามสะพาน เพิ่งผ่านสะพานไม้ไผ่มาเมื่อกี้  เดินไปเดินมาเจอด่าน ทดสอบอีกด่านคือสะพานต้นไม้ จังหวะนี้นึงว่ากำลังเล่นเกมโหด...มัน...ฮาอยู่ ดีนะระหว่างทรงตัวบนสะพานไม่มีใครตบลูกวอลเลย์บอลใส่ ^^

ในที่สุดผมก็มาถึงแม่เรวา สิ้นสุดการเดินป่าวันแรกด้วยระยะทางกว่า 20 กิโล เกิดมาไม่เคยเดินไกลขนาดนี้มาก่อน แถมแบกเป้เองหนักสิบกว่าโลอีก เป็นความภูมิใจเล็กๆสำหรับมือใหม่อย่างผม

วันที่สอง เดินป่าชิวๆ เที่ยวน้ำตกแม่เรวา

อากาศช่วงเช้าที่นี่มันหนาวจับใจจริงๆ หนาวจนผมทนนอนต่อไม่ไหวต้องออกมานั่งหน้ากองไฟตั้งแต่เช้าตรู่ นั่งดูพี่หัวหน้าลูกหาบหุงข้าวด้วยหม้อสนาม ถ้าใครเคยเรียนรด.คงคุ้นเคยกับหม้อดำๆเล็กๆใบนี้ดี  การหุงข้าวด้วยหม้อสนามของพี่เค้า ผมมองว่ามันเป็นงานศิลปะอย่างนึง คนหุงต้องรู้จักการเพิ่มหรือลดเชื่อเพลิงที่เป็นไม้ ต้องรู้ว่าช่วงไหนต้องใช้ไฟแรง ช่วงไหนใช้ไฟอ่อน สังเกตุการสุกของข้าวทั้งจาการเดือดของน้ำตลอดจนถึงการใช้ไม้เคาะข้างๆหม้อ เสียงป้องๆแป้งๆที่ฟังดูไม่มีความหมายอะไรเลยกับผม แต่พี่เค้ารู้ได้ว่าข้าวเริ่มสุกแล้ว การขยับตำแหน่งของหม้อสนามแต่ละหม้อบนราวไม้ที่สุกไม่พร้อมกันเพื่อให้ข้าวออกมาสุกพอดี  จังหวะนี้พี่เค้าหล่อมาก!!!

เนื่องจากแก๊งเราเดินรวบมาแม่เรวาตั้งแต่วันแรก วันที่สองเราเลยไม่ต้องย้ายแคมป์ไปไหน พอกินข้าวเช้าเรียบร้อย สายๆหน่อยเราก็เริ่มออกเดินทางไปเที่ยวน้ำตกแม่เรวา เป็นวันที่ชิวที่สุดในทริปนี้ เดินชมนกชมไม้ไปเรื่อยๆ จากที่พักมาน้ำตกระยะทางแค่ 5 กิโล เส้นทางค่อนข้างสบายๆ ใช้เวลาเดินทางประมาณ 1 ชั่วโมงถึงน้ำตกแม่เรวา น้ำเยอะใช้ได้เลย

หลังจากนั่งๆนอนๆกันจุใจ เราก็เดินกลับไปกินข้าวเที่ยงที่แค็มป์แม่เรวา มันเป็นวันสบายๆ วันนี้เป็นวันแรกที่เราได้ใช้ชีวิตในป่าเต็มตัว ไม่มีแอร์ ไม่มีพัดลม ไม่มีหมอนกับเตียงนุ้มๆ ไม่มีอินเตอร์เน็ตสำหรับเล่นเฟสบุ๊ก ไม่มีสัญญาณโทรศัพท์  ไม่มีอีเมลล์จากลูกค้า มันเป็นวันที่สมองผมมันมีแต่ความว่างเปล่า มันมีแค่ผมกับป่า สายน้ำ ธรรมชาติ และเพื่อนๆที่มีหัวใจสีเขียว การได้เข้ามาใช้ชีวิตในป่าหลายๆวัน มันทำให้ผมได้ยินเสียงจากป่าชัดเจนขึ้น ทำให้ผมเห็นถึงคุณค่าและอยากจะรักษาป่าแม่วงก์ผืนนี้เอาไว้ ป่าผืนนี้มันอาจจะดูเล็กสำหรับใครบางคน แต่สำหรับผมแล้วมันคือขุมทรัพย์ที่เราทุกต้องหวงแหนและเก็บรักษามันไว้ตราบนานเท่านาน

ทริปนี้ถึงแม้ว่าเราต้องนอนเต็นท์ที่ปูด้วยแผ่นรองนอนบางๆ นอนบนดินแข็งๆนอนเบียดๆกัน 3 คนแคบๆ ผมแทบจะไม่รู้สึกเลยว่ามันคือ ความลำบากเมื่อเทียบกับประสบการณ์ที่ได้และสิ่งที่ผมได้มาสัมผัส

อีกหนึ่งประสบการณ์จากทริปนี้คือ การดื่มน้ำจากลำธาร มันทำให้ผมค้นพบว่า มันโคตรจะอร่อยเลย!!! ทั้งสดชื่นและเย็นถึงใจ(ไม่ได้โม้นะครับ ^^)

วันที่สาม 8 กิโลเมตรสุดท้าย

เช้านี้ทุกคนดูตื่นเต้นเป็นพิเศษ เพราะวันนี้เราจะไปพิชิตยอดเขาโมโกจูกัน แต่กว่าจะไปถึงได้นั้น เราต้องฝ่าฟัน 8 กิโลเมตรสุดโหดไปยังแค้มป์ตีนดอย ความโหดมันอยู่ที่ความชันที่มีตั้งแต่ 45 องศาไปถึง 75 องศากันเลย ทุกคนตื่นกันแต่เช้าเก็บของเก็บเต็นท์ กินข้าวเช้า พอกินข้าวเสร็จ ผมงานเข้าเต็มๆ โดนข้าศึกโจมตีแต่เช้าหลังจากเก็บกดมาสองวัน ข่าวร้ายคือห้องส้วมที่แม่เรวามีปัญหาใช้ไม่ได้ เอาแล้วจะทำไงดีละนี่ ไม่มีทางเลือกก็ต้องปลดปล่อยในป่านี่แหละ ข้อควรปฏิบัติอย่างนึงคือเราควรหาจุดปฏิบัติการที่ไกลจากลำธารประมาณนึง ต้องคิดถึงคนปลายน้ำด้วย ก่อนทำภารกิจต้องลองเอาเท้าเหยียบๆไปรอบเผื่อให้แน่ใจว่าจะไม่มีสัตว์รบกวนระหว่างปฏิบัติภารกิจ เมื่อเสร็จกิจแล้วต้องทิ้งสัญลักษณ์ไว้ว่ามีกับระเบิดอยู่ตรงนี้ สิ่งที่ผมกลัวระหว่างทำภารกิจคือ โดนงูกัดก้น งานนี้คงแย่ นึกในใจว่าจะมีใครกล้าดูดพิษที่ก้นบาง 555 

พอจัดการทุกอย่างเรียบร้อย เราก็ออกเดินกันประมาณเก้าโมง ออกเป็นกลุ่มสุดท้าย เวลาคุณอยู่ในป่ามันไม่สำคัญเหรอว่าคุณเป็นใคร เป็นวิศวกรหรือพ่อค้า ทุกคนต้องเดินเหมือนกัน ลำบากเหมือนกัน กินข้าวร่วมกัน สุขด้วยกัน ทุกข์ด้วยกัน เรามีแต่คำว่าพี่กับน้อง

ยิ่งเดิน...ทางยิ่งชันขึ้นเรื่อยๆ บางช่วงถึงขนาดขึ้นยาวๆแบบมองไม่เห็นปลายทาง เล่นเอาผมกับเพื่อนเข้าใจประโยคที่พี่ๆขู่ไว้ว่า "สิบเก้าพัก" เป็นอย่างดี    

ผมได้ยินคำว่า "น้ำคือชีวิต" มาตั้งแต่เด็ก แต่ผมเพิ่งจะเข้าใจคำนี้จริงๆก็ตอนนี้ ตอนที่น้ำที่ผมเติมมาทั้ง 2 ขวดหมดลง แล้วต้องเดินต่อด้วยความกระหายน้ำเป็นเวลานาน จนกระทั้งมาเจอกับลำธารน้ำเล็กๆ

เรื่องแบกหามขึ้นเนินชันๆ ต้องยกให้เค้าเลย...ลูกหาบแห่งโมโกจู...เราใส่รองเท้าเดินป่าคู่ละสองสามพัน แต่มาดูพี่ลูกหาบดิ รองเท้าแตะคู่ละไม่กี่บาท

เราไปถึงแค้มป์ตีนดอยประมาณบ่ายสามครึ่ง ผมได้นั่งพักแค่ครึ่งชั่วโมง แล้วเดินกันต่อจากแค้มป์ตีนดอยไปยอดโมโกจู ใช้เวลาประมาณ 45 นาที ในที่สุดภาพที่ผมเห็นจากในอินเตอร์เน็ต มันไม่เป็นแค่ภาพถ่ายอีกต่อไป ตอนนี้ผมยืนตรงนั้นจริง!!!   เราขึ้นยอดกันค่อนข้างเร็ว ถึงแม้ว่าแดดจะร้อน แต่วิวรอบๆมันทำให้เราลืมความร้อนไปเลย

 

วันที่สี่ โมโกจู - แสงแรก กับ ทะเลหมอก

เช้านี้เราจะไปดูพระอาทิตย์ขึ้นกัน เราเริ่มออกเดินจากแค้มป์ตีนดอยเกือบๆตีห้า ถึงยอดประมาณเกือบหกโมงเช้า วิวทะเลหมอกที่กำลังไหลจากยอดเขาลูกหนึ่ง ไปอีกลูกหนึ่งกับท้องฟ้าสีส้มอมชมพู

และก็ภาพนี้ที่อธิบายคำว่า "ทะเลหมอก" ในจินตนาการของผม       

และที่ขาดไม่ได้คือพระเอกของเรา เจ้าหินเรือใบ

เวลาหมอกไหล มันไม่ต่างอะไรกับน้ำตกเลย

ขาลงจากเขา หมอกหนามาก พอถึงแค้มป์ตีนดอย เราก็รีบทานอาหารเช้า แล้วเก็บเต็นท์เตรียมตัวเดินลงไปแค้มป์แม่กระสากัน

วันที่ห้า รอยยิ้มและเสียงหัวเราะ

วันนี้เราต้องเดินกันประมาณ 16 กิโลกลับไปยังอช.แม่วงก์ เราเริ่มเก็บเต็นท์กันประมาณ 8 โมงเช้า เป็นวันสบายๆ เราเดินลงไปเรื่อยๆ เดินกันเป็นกลุ่ม เฮฮากันตลอดทาง เป็นวันที่ผมสนุกมากวันหนึ่งในทริปนี้

เดิน เดิน ไปเรื่อย ๆ มีเรื่องให้เฮฮากันตลอดทาง เดินหยุด เดินหยุด ในที่สุดเราก็กลับมาถึงอช.อย่างปลอดภัย เป็นทริปห้าวันที่เต็มไปด้วยความทรงจำดีๆ ประสบการณ์ใหม่ๆ มิตรภาพของเพื่อนร่วมทาง

 และนี่คืออีกบทพิสูจน์ของการก้าวข้ามข้อจำกัดที่เราขีดให้กับตัวเอง จงเชื่อมั่นในตัวคุณเอง ไม่มีอะไรเป็นไปไม่ได้ถ้าเราตั้งใจและพยายามทำมันอย่างจริงจัง 

 

 

Share